การวิเคราะห์ความต้องการและปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยว

Needs Analysis and Problems of English for Tourist Police

 มัณฑนา  มีมาก

 Abstract

This study is a survey research conducted to investigate the needs and problems of English for tourist police. The instruments used in this study were questionnaires administered to 159 tourist police who worked in Tourist Police Division: Sub-Division 1 in General Administration, Personnel, Finance, Manpower, Policy and Planning, and Public Relations Sections and Sub-Division 2 in Radio Center, Patrol and Service, Investigation, Inquiry, and Patrol and Service Bangkok Airport Sections. The data obtained were analyzed by SPSS program. The F-test was applied to test significant differences of English needs in eleven groups of subjects.  Then the post hoc comparison was applied to identify the differences.

The findings indicate that all sections of the tourist police strongly need all four macro English language skills (listening, speaking, reading, and writing).  Listening is considered the most important.  The results from F-test find that there are no significant differences in the needs in English in the eleven groups of tourist police. They all realize the importance of English and need to improve all four English skills.  However, in certain areas of English, there are significant differences in the needs in three aspects; skimming for main ideas, vocabulary, and idiom (P-value < 0.05). When considering the problems of English for tourist police, listening is indicated as the most serious problem. Engaging in telephone conversations, giving directions, listening to complaints, using inappropriate words, having inadequate vocabulary, and being unable to understand foreign accents are regarded as the crucial problems.

                As for specific English courses, most tourist police agree that they need English training courses.  They want a small class of no more than 20 learners. The class should meet three days a week (1.5 hours per session) and be held after their working hours.  With regard to the learning period, the majority prefers July to September and thirty hours a course.  As for instructors, they need equal proportions of Thai and English native teachers.  They agree that the teachers should have specific knowledge about law or police duties as well.

                Based on the findings, it is recommended that for English training courses, listening and speaking skills, together with vocabulary, should be emphasized.  The implications of these results may provide the guidelines for organizing an English syllabus, which will bring about improvement for all responsible tourist police.

 

ความสำคัญและที่มาของการวิจัย

                การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย  ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางมาเยี่ยมเยียนและท่องเที่ยวยังประเทศไทยและนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก  จะเห็นได้จากรายได้จากการท่องเที่ยวในแต่ละปีที่ผ่านมาที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น  จนในปัจจุบันเป็นจำนวนเงินมากกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในแต่ละปีและมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี  ซึ่งนอกจากรายได้โดยตรงที่ได้รับจากกิจกรรมท่องเที่ยวดังกล่าวแล้ว  ผลประโยชน์ที่ได้รับจากกิจกรรมการท่องเที่ยวอีกส่วนหนึ่งได้แก่ การกระตุ้นภาวะการลงทุนในกิจการที่เกี่ยวเนื่องจากการท่องเที่ยว  รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความเจริญในท้องถิ่นต่างๆในพื้นที่ทั่วประเทศ  รวมถึงการจ้างงานและการกระจายรายได้แก่ประชาชนคนไทยในภูมิภาคต่างๆ อันเป็นประโยชน์ที่ได้รับจากกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศไทยอย่างมาก

                แต่ในขณะเดียวกันที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเจริญเติบโตนั้น ปัญหาอาชญากรรมและการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินตลอดจนร่างกายต่อนักท่องเที่ยวก็มีมากตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี หน่วยงานตำรวจท่องเที่ยวจึงเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการปกป้องคุ้มครองและดูแลสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และให้ความปลอดภัย คุ้มครองผลประโยชน์ของนักท่องเที่ยว ตลอดจนให้การบริการด้านท่องเที่ยวและแนะนำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวร่วมไปด้วย ซึ่งหากเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยการติดต่อสื่อสารก็คงไม่เป็นปัญหาในการทำความเข้าใจระหว่างกัน แต่เมื่อเกิดปัญหากับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เมื่อนั้นภาษาจะเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นสื่อกลางในการสื่อสารทำความเข้าใจระหว่างตำรวจท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นภาษาสากลที่เป็นสื่อของการติดต่อในวงกว้างจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ผู้วิจัยเชื่อว่าถ้าตำรวจท่องเที่ยวสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ก็จะทำให้การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเกิดความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นสื่อกลางที่ทำให้ความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติและภาษาลดลงไปได้ และน่าจะทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเกิดความพอใจและมั่นใจว่าพวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินตลอดเวลาที่เข้ามาใช้ชีวิตท่องเที่ยวอยู่ในเมืองไทย  นอกจากนั้นภาพพจน์เมืองไทยในทัศนะชาวต่างประเทศก็จะดีตามไปด้วย ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดีให้กับประเทศทางหนึ่ง และจะยิ่งเป็นประโยชน์ในการเพิ่มแรงจูงใจให้ชาวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวเมืองไทยซึ่งจะนำรายได้มาสู่ประเทศต่อไป

การจัดอบรมภาษาอังกฤษให้กับตำรวจท่องเที่ยว จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ในการเพิ่มพูนทักษะในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้กับตำรวจท่องเที่ยวที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเพื่อให้ตำรวจท่องเที่ยวสามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศต่อไป หากแต่ในจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อตำรวจท่องเที่ยวนั้น ก็จำเป็นต้องมีการวางแผนทางการศึกษาเหมือนกับการเรียนการสอนในวิชาอื่นๆเช่นกัน  โดยในการสร้างหลักสูตรหรือจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ควรมีการวิเคราะห์และสำรวจความต้องการของผู้เรียนก่อนที่จะมีการเตรียมเนื้อหาสาระในการสอน เพื่อให้สิ่งที่จะสอนนั้นครอบคลุมเนื้อหาที่ผู้เรียนสนใจและต้องการจะเรียน อันจะเป็นประโยชน์ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเรียนได้ดี มีทัศนคติที่ดีต่อวิชานั้น ซึ่งจะทำให้การเรียนการสอนนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรอย่างเต็มที่

                ในการที่จะจัดหลักสูตรการสอนหรือการอบรมภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ (English for Specific Purposes) นั้น  การวิเคราะห์ความต้องการเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะการจัดหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจมีแตกต่างกันไปในหลายๆประเภทตามความต้องการของบุคคลกลุ่มต่างๆมากมาย เช่น หลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษสำหรับแอร์โฮสเตส  เลขานุการ  หรือมัคคุเทศก์ เป็นต้น  การจัดหลักสูตรนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับผู้ที่รับผิดชอบในการหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับอาชีพเหล่านี้  โดยเฉพาะผู้ที่รับผิดชอบไม่มีประสบการณ์ทางด้านวิชาชีพนั้นๆมาก่อนหรือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านอาชีพนั้นๆ แต่ไม่ได้เป็นผู้ที่ศึกษาด้านการเรียนการสอนภาษามาโดยตรง แต่ต้องจัดหลักสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของงาน  หลักสูตรเหล่านี้อาจจัดขึ้นโดยไม่ได้มีการศึกษาอย่างลึกซึ้งเรื่องรูปแบบภาษาตามที่ต้องการใช้จริง หากเกิดจากจินตนาการของผู้วางหลักสูตรเอง จึงมักปรากฎว่าหลักสูตรไม่เหมาะสมและไม่ตรงตามความต้องการของผู้เรียน ดังนั้นการศึกษาความต้องการและปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยว จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่สามารถจะนำผลการสำรวจมาจัดทำหลักสูตรอบรมให้แก่ตำรวจท่องเที่ยวเพื่อให้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นประโยชน์ในด้านการกำหนดรายละเอียดของเนื้อหา กิจกรรมการเรียน การสร้างหรือปรับปรุงแบบเรียน ตลอดจนการทดสอบวัดผลและประเมินผลให้ตรงตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้ และตรงกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม  อันจะเป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจและแรงจูงใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวในการพัฒนาเพิ่มขีดความรู้ความสามารถทักษะภาษาอังกฤษให้เป็นระดับสากล  ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนนั้นมีคุณค่าและสัมฤทธิผลได้ในเวลาจำกัด

 สมมติฐานของการวิจัย

                ความแตกต่างของลักษณะงานมีผลต่อระดับความต้องการทักษะภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยว

 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.  เพื่อศึกษาความต้องการทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของตำรวจท่องเที่ยว

2.  เพื่อสำรวจปริมาณการใช้ภาษาอังกฤษในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจท่องเที่ยว

3.  เพื่อสำรวจปัญหาของตำรวจท่องเที่ยวในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

4.  เพื่อเปรียบเทียบความต้องการทักษะภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานในลักษณะ

     งานต่างๆ

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ผลจากการสำรวจจะทำให้ทราบถึงทักษะภาษาอังกฤษที่ตำรวจท่องเที่ยวจำเป็นต้องใช้ในการติดต่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องจัดหลักสูตรอบรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่จะประกอบอาชีพตำรวจท่องเที่ยวนี้ในปัจจุบัน ตลอดจนผู้ที่ต้องการจะปฏิบัติงานตำรวจท่องเที่ยวในอนาคต

เพื่อเป็นแนวทางแก่ครู ผู้สอน ตลอดจนผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้นำข้อมูลไปใช้พิจารณาในการกำหนดรายละเอียดของเนื้อหา พัฒนาหลักสูตร การวัดและประเมินผล ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจให้เหมาะสมและสอดคล้องตรงกับความต้องการของตำรวจท่องเที่ยว

เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบเรียนหรือปรับปรุงแบบเรียนการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจสำหรับตำรวจท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้เรียนยิ่งขึ้น

 

ขอบเขตในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่มุ่งสำรวจความต้องการและปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยวจำนวน 159 คน ที่ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่ในกองกำกับการ 1 จำนวน 60 คน  และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่ในกองกำกับการ 2 จำนวน 99 คน ในปี พ.. 2545

 

ข้อจำกัดของการวิจัย

ในการสำรวจข้อมูลในครั้งนี้ มีข้อจำกัดบางประการที่อาจทำให้ผลไม่สมบูรณ์ดังนี้

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยนี้จำกัดเฉพาะแต่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น ฉะนั้นผลการวิเคราะห์อาจจะไม่ครอบคลุมและสอดคล้องกับความต้องการภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตภูมิภาคหรือต่างจังหวัดอื่นๆ

แม้ว่าแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนี้จะได้รับการทดลองใช้และปรับปรุงแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มตัวอย่างจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าใจข้อคำถามและคำสั่ง ทำให้ตอบแบบสอบถามผิดไป จึงอาจทำให้ผลที่ได้คลาดเคลื่อนไปบ้าง

ในการแจกแบบสอบถามนั้น แม้ว่าตำรวจท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากแบบสอบถามมีจำนวนข้อคำถามมาก ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างการปฏิบัติงาน จึงทำให้มีเวลาในการตอบแบบสอบถามไม่มากนัก จึงอาจทำให้ไม่สามารถตอบได้ครบทุกข้อและอาจจะตอบไม่ตรงกับความต้องการนัก ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจมีผลต่อการวิเคราะห์ข้อมูลได้

 

การดำเนินการวิจัย

ประชากร (Population) ของการวิจัยในครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติราชการในกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำรวจเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2545  จำนวน  892 คน

พลวิจัย (Subjects) ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจำนวน 159 คน  ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น (Multistage random sampling) เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ต้องการศึกษาว่าความแตกต่างของลักษณะงานของตำรวจท่องเที่ยวนั้นจะมีผลต่อระดับความต้องการภาษาอังกฤษหรือไม่ ลำดับแรกผู้วิจัยจึงใช้การสุ่มตัวอย่างโดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เพื่อเจาะจงเลือกตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานอยู่ในกองกำกับการ 1 และ 2 เท่านั้นมาเป็นกลุ่มตัวอย่าง  เนื่องจากตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานอยู่ในกองกำกับการดังกล่าวนี้จะมีภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบแตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์ผลได้โดยสะดวกและถูกต้อง จากนั้นจึงใช้ตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie & Morgan (1970) กำหนดตัวอย่างที่จะใช้ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ต่อจากนั้นจึงดำเนินการสุ่มตัวอย่างโดยสำรวจจำนวนตำรวจท่องเที่ยวของแต่ละแผนก แล้วจึงใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เพื่อกำหนดสัดส่วนให้กับกลุ่มตัวอย่างในแต่ละกองกำกับการและแต่ละแผนก  ดังแสดงไว้ในตารางที่ 1

 

ตารางที่ แหล่งที่มาและกลุ่มตัวอย่างของตำรวจท่องเที่ยวในแต่ละแผนก

 

แผนก

จำนวนประชากร

กลุ่มตัวอย่าง

กองกำกับการ  1

                แผนก 1:  งานธุรการ

                แผนก 2:  งานกำลังพล

                แผนก 3:  งานการเงิน

                แผนก 4:  งานพลาธิการ

                แผนก 5:  งานนโยบายและแผน

                แผนก 6:  งานประชาสัมพันธ์

 

11

14

10

9

7

9

 

11

14

10

9

7

9

รวม

60

60

กองกำกับการ  2

                แผนก 2:  ศูนย์วิทยุ

                แผนก 3:  งานสายตรวจและบริการ

                แผนก 4:  งานสืบสวน

                แผนก 5:  งานสอบสวน

                แผนก 6:  งานสายตรวจและบริการ

                                ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ

 

22

70

37

25

57

 

 

10

33

17

12

27

 

Total

211

99

 

3.  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                เครื่องมือที่ใช้การวิจัยคือแบบสอบถาม (Questionnaire) ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 ตอน โดยมีลักษณะเป็นแบบปลายเปิดให้ผู้ตอบเติมความอย่างอิสระและแบบปลายปิดให้ผู้ตอบเลือก โดยมีทั้งลักษณะแบบตรวจคำตอบ (Check-list) และเป็นแบบสำรวจรายการในลักษณะของมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  5  ระดับของไลเคิร์ท (Likert)  ซึ่งกำหนดให้ผู้ตอบเลือกพิจารณาจากข้อคำถาม แล้วเลือกตอบเพียงคำตอบเดียว

                นอกจากนี้แล้วแบบสอบถามนี้ได้รับการตรวจสอบคุณภาพว่ามีความถูกต้องเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content validity) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนภาษาอังกฤษสำหรับตำรวจท่องเที่ยวและผู้ทรงคุณวุฒิทางการสอนภาษาอังกฤษ  และมีค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม (Reliability) = 0.96

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS/PC+ (Statistical Package for the Social Sciences for Personal  Computer : Version 10) คำนวณหาค่าสถิติดังนี้

ใช้สถิติบรรยาย (Descriptive Statistics) เพื่อดูการแจกแจงของข้อมูล และบรรยายลักษณะทั่วๆไปของข้อมูลที่ศึกษา เช่น การหาค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าร้อยละ

ใช้สถิติอ้างอิง (Inferential Statistics) คือใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบมีปัจจัยเดียวหรือ  One-way ANOVA โดยใช้สถิติ F-test เป็นตัวทดสอบ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของความต้องการทักษะทางภาษาอังกฤษทั้งการพูด  การฟัง  การอ่าน  และการเขียนของตำรวจท่องเที่ยวที่สังกัดในแผนกต่างๆ ทั้ง 11 แผนก

3.   ในกรณีที่พบว่ามีผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนในข้อ 2  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทำการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบเปรียบเทียบพหุคูณ (Multiple comparison test) โดยใช้วิธี Post-hoc analysis ซึ่งใช้การทดสอบ The Scheffe's test (S Method)

 

ผลการวิจัย

ข้อมูลทั่วไปของตำรวจท่องเที่ยว

                พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมีอายุเฉลี่ยอยู่ประมาณ 26 -35 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวมาไม่เกิน 5 ปี  ทางด้านพื้นฐานความรู้ทางภาษาอังกฤษ พบว่า ส่วนใหญ่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาไม่เกิน 8 ปี แม้ว่าเมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว และเคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรภาษาอังกฤษมาบ้างแล้ว แต่กลุ่มตัวอย่างก็คิดว่าระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษของพวกเขาอยู่ในระดับปานกลาง และไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าทักษะการอ่านเป็นทักษะที่พวกเขาถนัดและดีที่สุดในบรรดาทักษะทั้ง 4 ด้าน รองลงไปคือ ทักษะการฟัง  ทักษะการพูด และทักษะการเขียนตามลำดับ 

                สำหรับปริมาณการใช้ภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยวในการปฏิบัติงานประจำวันนั้น พบอย่างชัดเจนว่า ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่สังกัดกองกำกับการ 2 จะมีปริมาณการใช้ภาษาอังกฤษในทักษะทั้ง 4 ด้านมากกว่าตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่สังกัดกองกำกับการ 1 โดยเฉพาะทักษะในด้านการฟัง และการพูดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

ปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษ

                พบว่า ทักษะภาษาอังกฤษที่เป็นปัญหากับตำรวจท่องเที่ยวมากที่สุดคือ ทักษะการฟัง รองลงมาคือ ทักษะการพูด ทักษะการเขียน และทักษะการอ่านตามลำดับ  ปัญหาที่พบในการปฏิบัติงานประจำวันมากที่สุดคือ ปัญหาในการสนทนาทางโทรศัพท์  การบอกทิศทาง  การฟังคำร้องทุกข์หรือแจ้งความ  การทำการไต่สวน  และการอ่านวารสาร นิตยสาร หรือสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษ  ส่วนปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อตำรวจท่องเที่ยวต้องสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศก็คือ  ใช้คำศัพท์ไม่ถูกต้อง  ไม่รู้ความหมายของคำศัพท์  ฟังสำเนียงนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศไม่ออก  เข้าใจนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศแต่ไม่สามารถโต้ตอบด้วยภาษาอังกฤษได้  และไม่สามารถสนทนาทางโทรศัพท์กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ  ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น พบว่าตำรวจท่องเที่ยวจะใช้วิธีแก้ปัญหาโดยการพยายามใช้ภาษาท่าทางมากที่สุด จนกระทั่งไม่สามารถจะทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศได้ จึงจะขอความช่วยเหลือจากล่าม เพื่อช่วยในการสื่อสารต่อไป 

 

ตารางที่ 2   ปัญหาในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศของตำรวจท่องเที่ยว

 

 

สถานการณ์

S.D.

 

ไม่สามารถสนทนากับชาวต่างประเทศได้ตัวต่อตัว

2.88

1.18

 

ไม่สามารถสนทนากับชาวต่างประเทศได้ทางโทรศัพท์

2.96

1.11

 

ไม่เข้าใจภาษาท่าทางของชาวต่างประเทศ

2.66

1.03

 

ฟังสำเนียงไม่ออก

3.14

1.08

ฟังไม่เข้าใจและพูดโต้ตอบไม่ได้

2.92

1.08

 

ฟังเข้าใจแต่พูดโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้

2.99

1.10

 

ไม่สามารถทำให้ชาวต่างประเทศเข้าใจ

2.91

1.01

 

ประหม่า และเขินอายที่จะพูดภาษาอังกฤษ

2.83

1.21

 

ฟังตัวเลขไม่ออก เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่

จำนวนเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

2.36

1.11

 

ไม่รู้ความหมายของคำศัพท์

3.24

1.03

 

ใช้คำศัพท์ไม่ถูกต้อง

3.28

1.01

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความต้องการทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร

                พบว่า ตำรวจท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในด้านการฟังเป็นลำดับแรก  รองลงมาคือ การพูด  การอ่าน  และการเขียนตามลำดับ  แต่อย่างไรก็ตาม พบว่า ตำรวจท่องเที่ยวต่างมีความต้องการเป็นอย่างมากที่จะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้านนี้อย่างไม่แตกต่างกัน  ดังแสดงไว้ในตารางที่ 3

                ผลการวิจัยยังพบอีกว่า  ความแตกต่างของลักษณะงานของตำรวจท่องเที่ยวนั้นไม่มีนัยสำคัญต่อระดับความต้องการทักษะภาษาอังกฤษ  ฉะนั้นผลที่ได้จึงไม่เป็นไปตามสมมติฐาน  กล่าวคือ  ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่ในแผนกใดๆ  ไม่ว่าจะต้องรับผิดชอบในการติดต่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหรือไม่  ล้วนต่างก็มีความต้องการในการพัฒนา ฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษสูงในระดับเดียวกัน ทั้งทักษะทางด้านการฟัง  การพูด  การอ่าน การเขียน  ตลอดจนด้านอื่นๆด้วย  แต่หากพิจารณาในการใช้ภาษาบางด้านแล้ว พบว่า ความแตกต่างของลักษณะงานของตำรวจท่องเที่ยวนั้นมีนัยสำคัญต่อระดับความต้องการทักษะภาษาอังกฤษ  นั่นคือ  การฝึกฝนทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ  การใช้คำศัพท์  และการใช้สำนวนภาษาต่างๆ

 

ตารางที่ 3   สรุปความต้องการในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยว

 

แผนก

การฟัง

การพูด

การอ่าน

การเขียน

อื่นๆ

S.D.

S.D.

S.D.

S.D.

S.D.

งานธุรการ

4.45

0.67

4.23

0.59

4.18

0.73

3.77

1.08

4.45

0.65

งานกำลังพล

4.04

0.72

4.15

0.71

4.00

0.90

3.61

1.03

4.14

0.89

งานการเงิน

4.18

0.87

4.09

1.08

3.90

1.12

3.60

1.32

3.98

1.06

งานพลาธิการ

4.11

0.87

3.81

0.95

4.04

1.10

3.50

1.02

4.31

1.12

งานนโยบายและแผน

3.71

1.44

3.66

1.43

3.71

1.37

3.57

1.62

3.93

1.34

งานประชาสัมพันธ์

3.98

0.94

3.66

0.92

3.89

0.80

4.08

2.70

3.73

0.97

ศูนย์วิทยุ

3.88

0.96

4.09

0.75

3.72

0.88

3.78

0.76

3.73

0.79

งานสายตรวจและบริการ

4.02

0.75

4.12

0.70

3.98

0.84

4.16

0.82

4.37

0.60

งานสืบสวน

4.44

0.49

4.19

0.60

4.31

0.44

3.84

0.90

4.59

0.49

งานสอบสวน

3.97

0.63

3.93

0.49

4.25

0.55

3.88

0.90

4.13

0.79

งานสายตรวจและบริการท่าอากาศยานกรุงเทพฯ

3.91

0.83

3.86

0.85

3.64

0.89

3.43

1.14

3.87

0.92

รวม

4.07

0.80

4.01

0.79

3.96

0.86

3.78

1.17

4.15

0.85

F

0.966

0.771

1.006

0.781

1.790

P-value

0.476

0.657

0.441

0.647

0.067

 

                ในด้านทักษะการฟัง พบว่า ตำรวจท่องเที่ยวต้องการฝึกฝนทักษะการฟังการสนทนาในสถานการณ์ทั่วๆไปมากที่สุด รองลงมาคือ ฝึกฟังสำเนียง  คำถาม บทสนทนาทางโทรศัพท์  และการบรรยายทั่วไปตามลำดับ  ด้านทักษะการพูด พบว่า ตำรวจท่องเที่ยวต้องการฝึกฝนทักษะการสนทนาในสถานการณ์ทั่วๆไปมากที่สุด  รองลงมาคือ การถาม-ตอบคำถาม  การออกสำเนียงให้เหมือนเจ้าของภาษา การสนทนาทางโทรศัพท์  การพูดเจรจาไกล่เกลี่ย  และการอภิปรายแสดงความคิดเห็นตามลำดับ

                ส่วนด้านทักษะการอ่าน  พบว่า ตำรวจท่องเที่ยวต้องการฝึกฝนทักษะการอ่านจับใจความสำคัญมากที่สุด  รองลงมาคือ การอ่านเพื่อความเข้าใจ  การอ่านเพื่อหาข้อมูลที่ต้องการอย่างรวดเร็ว  การเดาความหมายของคำศัพท์  และการอ่านอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ตามลำดับ  ทางด้านทักษะการเขียน  พบว่า  ตำรวจท่องเที่ยวต้องการฝึกฝนทักษะการเขียนบันทึกข้อความมากที่สุด รองลงมาคือ การเขียนรายงาน  การเขียนสรุปความ  และการเขียนบรรยายทั่วไปตามลำดับ  นอกจากนี้แล้วตำรวจท่องเที่ยวยังมีความต้องการที่จะฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษในด้านอื่นๆ ร่วมด้วย คือ ต้องการฝึกฝนการใช้คำศัพท์  การแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย  การใช้สำนวนต่างๆ  และการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ

 

การฝึกอบรมหลักสูตรภาษาอังกฤษ

                พบว่า  ตำรวจท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการจะเข้ารับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษเพิ่มเติม  โดยให้ความเห็นว่า  หลักสูตรฝึกอบรมนี้ควรจะมีจำนวนชั่วโมงทั้งหมด 30 ชั่วโมงต่อครั้ง  โดยมีจำนวนผู้เรียนในแต่ละห้องไม่เกิน 20 คน  ควรจัดสัปดาห์ละ 3 วัน วันละประมาณ 1.5 ชั่วโมง และควรจัดฝึกอบรมหลังจากเวลางานช่วงเย็น  นอกจากนี้ควรจัดในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน  โดยผู้สอนควรเป็นอาจารย์คนไทยและอาจารย์เจ้าของภาษาในจำนวนที่เท่าๆกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์เหล่านั้นควรจะมีความรู้ในด้านกฎหมายหรือความรู้เกี่ยวกับงานของตำรวจท่องเที่ยวด้วย

 

การอภิปรายผล

            จากผลการวิจัย  พบว่ามีบางประเด็นที่น่าสนใจดังนี้คือ

ปัญหาในทักษะด้านการฟังและการพูดเป็นปัญหาสำคัญของตำรวจท่องเที่ยว เช่นเดียวกันกับงานวิจัยของนันทพร  พรหมรัตน์ (2541) ที่พบว่า ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่สังกัดกองกำกับการ 3 แผนก 4 กาญจนบุรีมีปัญหาในด้านการฟังมากที่สุด รองลงมาเป็นปัญหาด้านการพูด  นั่นเป็นเพราะว่าการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย จัดได้ว่าเป็นการเรียนภาษาต่างประเทศ ภาษาอังกฤษมักจะจำกัดการใช้แค่ในการเรียนที่โรงเรียนเพื่อสนทนากับครูผู้สอนหรืออ่านตำราเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว (Phillipson, 1992: 24) แต่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันทั่วไป จึงทำให้ไม่สามารถฟังและพูดภาษาอังกฤษได้อย่างแคล่วคล่องทั้งการสนทนาแบบตัวต่อตัวหรือทางโทรศัพท์   ดังเช่นที่วันเพ็ญ ทับทิมทอง (2536) ชี้ให้เห็นว่า การจะฝึกฝนทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษนี้เป็นไปได้ยากมาก เนื่องมาจากว่าการเรียนการสอนในประเทศไทยไม่เอื้อให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ  การเรียนทุกวิชาจะใช้ภาษาไทยเท่านั้น ซึ่งก็เป็นผลให้การพัฒนาระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียนเป็นไปได้น้อย

ปัญหาสำคัญในการใช้ภาษาอังกฤษที่พบในการปฏิบัติงานประจำวันเมื่อตำรวจท่องเที่ยวต้องสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็คือ การใช้คำศัพท์ไม่ถูกต้องและไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ ซึ่งคำศัพท์จัดได้ว่าเป็นพื้นฐานของการสื่อสารและเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนภาษาต่างประเทศ (Krashen & Terrel, 1983: 155) ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้พูดต้องการสื่อความคิดหรือบอกข้อมูล ก็จำเป็นต้องคิดคำศัพท์เพื่อจะใช้สื่อสารออกมา ซึ่งทั้งผู้สนทนา และผู้ที่ร่วมสนทนาจำเป็นต้องทราบความหมายของคำที่สื่อออกไป มิฉะนั้นแล้วอาจจะก่อให้เกิดความเข้าในผิดระหว่างกันได้  สำหรับตำรวจท่องเที่ยวปัญหาในการใช้คำศัพท์เป็นปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของตำรวจท่องเที่ยวทุกคน โดยเฉพาะคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านกฎหมาย  ฉะนั้นจึงควรมีการฝึกฝนเนื้อหาด้านคำศัพท์ให้มากขึ้น เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความถูกต้องในการสืบสวน สอบสวนคดีอาญาต่างๆ  อันจะสร้างความเชื่อถือ และมั่นใจในการดำเนินการทางคดีแก่นักท่องเที่ยวและประชาชน  เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้มาใช้บริการในความยุติธรรมของการพิจารณาคดี

ปัญหาอื่นที่สำคัญในการปฏิบัติงานของตำรวจท่องเที่ยวอีกประการก็คือ การฟังสำเนียงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่ออก  เป็นไปได้ว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย ไม่ไช่ทุกคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่หรือใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเหมือนเจ้าของภาษา  นักท่องเที่ยวเหล่านั้นต่างก็มาจากทั่วทุกมุมโลก  บ้างก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี  บ้างก็พอใช้ได้บ้าง  ตลอดจนไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลย ฉะนั้นตำรวจท่องเที่ยวย่อมต้องประสบปัญหากับการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวเหล่านี้อย่างแน่นอน  ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านความหลากหลายของสำเนียง ตลอดจนความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ  ดังนั้นผู้เรียนจึงควรมีโอกาสที่จะได้ฝึกฟังสำเนียงภาษาที่หลากหลายออกไป เพื่อที่ว่าจะได้มีความคุ้นเคยกับสำเนียงต่างๆเหล่านั้น  ดังเช่นสมปอง  สุคำภา (2541) แนะนำไว้

เมื่อพิจารณาในด้านการฝึกฝนทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ  การใช้คำศัพท์  และการใช้สำนวนภาษาต่างๆ พบว่า ตำรวจท่องเที่ยวบางแผนกมีความต้องการฝึกฝนทักษะในด้านเหล่านี้แตกต่างจากตำรวจท่องเที่ยวแผนกอื่นอย่างมีนัยสำคัญ  นั่นคือ  เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานในแผนกสืบสวนและแผนกสอบสวนมีความต้องการที่จะฝึกฝนทักษะการอ่านจับใจความสำคัญสูงกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานในแผนกอื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานในแผนกงานธุรการ  งานพลาธิการ  งานสายตรวจและบริการ  งานสืบสวน  และงานสอบสวนมีความต้องการที่จะฝึกฝนทักษะในการใช้คำศัพท์สูงกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานในแผนกอื่น   และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานในแผนกงานธุรการ   งานสายตรวจและบริการ  และงานสืบสวนมีความต้องการที่จะฝึกฝนทักษะในการใช้สำนวนภาษาต่างๆ สูงกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานในแผนกอื่น ดังนั้นจึงควรเน้นการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เป็นพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องตรงกับความต้องการตามที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละแผนกต้องการ  อันจะทำให้การเรียนการสอนมีความหมายและมีประสิทธิภาพ  อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวมีความรู้ความชำนาญในการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งขึ้นรวมทั้งจะส่งผลถึงขวัญกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวตลอดจนภาพลักษณ์ของประเทศต่อไป

 

การนำผลการวิจัยไปใช้

                จากผลการวิจัยในครั้งนี้  ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางปรับปรุง พัฒนา หรือจะทำหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อตำรวจท่องเที่ยวได้ต่อไป  โดยสรุปตามประเด็นดังนี้

                เนื้อหา  ควรเน้นที่การฝึกฝนทักษะทางด้านการฟังและการพูดให้มาก โดยควรจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานของตำรวจท่องเที่ยวเป็นหลัก  ซึ่งเนื้อหาในหลักสูตรฝึกอบรมนี้จะต้องเป็นแบบเร่งรัด  เฉพาะเจาะจงในประเด็นที่ต้องการฝึกฝน  และควรจะเริ่มจากง่ายไปก่อน  แล้วจึงเพิ่มระดับเนื้อหาให้ยากขึ้นตามลำดับ  อีกทั้งควรจะมีการเพิ่มเติมคำศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานของตำรวจ  หรือคำศัพท์เกี่ยวกับด้านกฎหมาย  ตลอดจนสำนวน  คำสแลง  ภาษาปาก หรือคำศัพท์อื่นๆที่เป็นประโยชน์ที่ตำรวจท่องเที่ยวควรทราบ นอกจากนั้น ในแต่ละบทเรียนก็ควรเพิ่มเติมความรู้ทางด้านวัฒนธรรมและความรู้เกี่ยวกับภาษาท่าทางของชาวต่างชาติลงไปด้วย  เนื่องจากการสื่อสารโดยคำพูดหรือการเขียนนั้น บางครั้งก็เกิดความเข้าใจผิดกันระหว่างผู้พูด/ผู้เขียน กับผู้ฟัง/ผู้อ่านได้ นอกจากนี้ภาษาท่าทางรวมไปถึงการแสดงออกทางสีหน้าก็อาจทำให้ผู้ร่วมสนทนาตีความผิดๆได้ง่าย ถ้าหากว่าขาดประสบการณ์หรือไม่มีความรู้ทางด้านสังคมวัฒนธรรมของกันและกัน (Brumfit & Finocchiaro, 1983: 26)

 

                แบบเรียน  หนังสือหรือคู่มือที่ใช้ในการเรียนการสอนควรจะเป็นแบบเรียนที่ผลิตหรือจัดทำขึ้นมาเองโดยจำลองมาจากเนื้อหาและสถานการณ์จริง (In house - Authentic Materials) เพื่อที่ว่าเนื้อหาหรือวิธีการสอนที่ปรากฏในแบบเรียนนั้น จะสอดคล้องตรงกับความต้องการและความจำเป็นในการใช้ภาษาอังกฤษของตำรวจท่องเที่ยวมากที่สุด เช่น กรณีศึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ หรือการสืบสวน สอบสวนคดีความต่างๆที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยนำมาจัดทำเป็นบทเรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากสถานการณ์จริง และจะต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

 

                วิธีการสอน  จากการที่หลักสูตรเน้นที่ทักษะการฟังและการพูดเป็นหลัก  ฉะนั้นวิธีการสอนควรต้องมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสพูดหรือแสดงออกให้มากที่สุด โดยอาจจะใช้กิจกรรมต่างๆ เช่น การแสดงบทบาทสมมุติ  การจำลองสถานการณ์ การใช้เพลง และการเล่นเกมส์เข้ามาร่วมด้วย  ทั้งนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกอยากเรียน และไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับบทเรียนจนเกินไป  ดังที่ สมปอง  สุคำภา (2541) และ Callghan (1983) กล่าวไว้ว่า การแสดงบทบาทสมมุตินั้นเป็นแนวทางที่ดียิ่งในการฝึกฝนทักษะการพูดในการเรียนภาษาต่างประเทศ การแสดงบทบาทสมมุติจะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสใช้ภาษาที่พวกเขาได้เรียนมาในสถานการณ์จำลองที่อาจจะได้ใช้และพบเจอในสถานการณ์จริงๆต่อไป 

                นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ในการสอนก็ควรมีการนำเอาสื่อการสอนใหม่ๆมาใช้ร่วมด้วย เช่น โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ  โทรทัศน์  วีดีโอเทป ฯลฯ ตลอดจนถึงการใช้คอมพิวเตอร์ ซีดีประกอบการสอนเนื่องจากสื่อทั้งหลายเหล่านี้จะเอื้อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะทางภาษาจากเจ้าของภาษาในสถานการณ์จริงในกรณีที่ผู้สอนเป็นอาจารย์คนไทย  ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะใช้ภาษาตามแนวทางที่เจ้าของภาษาใช้จริง

 

                ผู้สอน  นอกจากจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับด้านกฎหมายหรือความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับงานของตำรวจท่องเที่ยวแล้ว  ผู้วิจัยเสนอแนะว่า ผู้สอนที่เป็นชาวต่างชาติควรจะมีความรู้ภาษาไทยบ้าง เพื่อว่าจะสามารถเข้าใจหรืออธิบายบทเรียนให้แก่ผู้เรียนเข้าใจได้ง่ายขึ้น  ที่สำคัญคือ ผู้สอนควรต้องให้ความใส่ใจกับผู้เรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  พยายามวางตัวเป็นกันเองกับผู้เรียน สร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้เรียน อันจะให้ผู้เรียนไม่เกิดความรู้สึกกังวลและมีความอยากจะเรียนมากขึ้น เนื่องจากการเรียนการสอนผู้ใหญ่  การระมัดระวังในเรื่องของอารมณ์และการแสดงออกเป็นเรื่องที่ผู้สอนต้องพึงตระหนักอยู่เสมอ  ดังที่ Wilson (1994: 13) ระบุหลักในการเรียนการสอนผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ไว้ว่า ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่มักจะเรียนเฉพาะในสิ่งที่เขาต้องการเรียนเท่านั้น โดยชอบที่จะเรียนโดยการได้ปฏิบัติจริง  ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้แก้ปัญหาหรือเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้ประสบการณ์ในอดีต  นอกจากนี้ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่จะสามารถเรียนได้ดีที่สุดในสถานการณ์แบบไม่เป็นทางการ  โดยต้องมีวิธีการเรียนการสอนที่หลากหลาย

 

                ผู้เรียน  นอกเหนือจากปัจจัยด้านอื่นๆ ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับตำรวจท่องเที่ยวแล้ว ตัวผู้เรียนเองก็ควรจะเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ  พยายามสนทนากับอาจารย์ผู้สอนเป็นภาษาอังกฤษ  และควรนำบทเรียนที่ได้เรียนมานั้นนำมาฝึกฝนอยู่เสมอ หรือหาโอกาสที่จะใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆ นอกห้องเรียน

 

ข้อเสนอแนะ

จากวัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้ จำกัดขอบเขตไว้แค่ตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น ผู้ที่สนใจอาจจะทำการศึกษาความต้องการของตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่ในต่างจังหวัดด้วย เพื่อศึกษาความต้องการของพวกเขาเหล่านั้นว่ามีความต้องการทักษะภาษาอังกฤษเป็นเช่นไร  เหมือนหรือแตกต่างกับตำรวจท่องเที่ยวที่ปฏิบัติงานในเขตกรุงเทพมหานครหรือไม่ อย่างไร

นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษแล้ว ควรมีการศึกษาความต้องการของตำรวจท่องเที่ยวในภาษาอื่นๆด้วย เช่น ภาษาญี่ปุ่น, จีน, เยอรมัน เป็นต้น

เพื่อให้การวิเคราะห์ความต้องการถูกต้องและมีประโยชน์สูงสุด นอกจากจะวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียนโดยตรงแล้ว ควรจะทำการวิเคราะห์ความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และอาจารย์ผู้สอน

 

บทสรุป

การสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจถือเป็นการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแขนงหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อผู้เรียนเฉพาะกลุ่ม และเนื้อหาเน้นตามความต้องการของผู้เรียน ซึ่งจะนำภาษาอังกฤษนั้นไปใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านวิชาการหรือทางสายอาชีพ ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนควรจะศึกษาวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้เรียนให้ถ่องแท้ก่อนเพื่อให้การสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ส่วนเนื้อหาวิชาและทักษะที่ต้องสอนให้แก่ผู้เรียนนั้นก็ย่อมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะความต้องการใช้ภาษาอังกฤษของแต่ละสายงานอาชีพ การสำรวจความต้องการใช้ภาษาของผู้เรียนจึงมีความสำคัญยิ่งต่อการวางแผนการจัดการเรียนการสอนให้บรรลุจุดมุ่งหมายอย่างมีประสิทธิภาพ   จะเห็นได้ว่าการเรียนย่อมตั้งอยู่บนรากฐานความต้องการของผู้เรียนนั่นเอง เมื่อผู้เรียนมีความต้องการในการเรียนมากเท่าใด สัมฤทธิผลในการเรียนก็ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ความต้องการของผู้เรียนจะเป็นแนวทางที่สำคัญในการจัดการเรียนการสอนของครู ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา  การสร้าง  พัฒนา  เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เมื่อการเรียนนั้นสนองความพอใจและสนใจของผู้เรียน จะทำให้การเรียนการสอนนั้นมีความหมายและมีคุณค่าต่อผู้เรียน  และบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรได้อย่างแน่นอน

 

บรรณานุกรม

Brumfit, C.J.  & Finocchiaro, M.B. (1983). The Functional-Notional Approach: From Theory to Practice. New York: Oxford University Press.

Callaghan, P. (1983). Foza’s broken arm: an Introduction to role-play. In S. Holden (Ed.), Modern English Teaching (pp. 89-90). Essex, England: Longman.

Krashen, S.D. & Terrel, T.D. (1983). The Natural Approach. Oxford: Pergamon.

Krejcie,R.V. & Morgan,D.W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Journal of Educational and Psychological Measurement, 30, 607-610.

Phillipson, R. (1992). Linguistic imperialism.  Oxford: Oxford University Press.

Promrat, N. (1998). A Study of English Vocabulary Competency and Problems of the Tourist Police in the Lower Central Region of Thailand, M.A.Thesis in English    Language, Faculty of Graduate studies, Naresuan University.

Sucompa, S. (1998). A survey study of current needs and problems in using technical English for tourism for the Higher Certificate level students of Rajamangala Institute of Technology. M.A.Thesis in Applied Linguistics, Faculty of Graduate Studies, Mahidol University.

Tubtimtong, W. (1993). The Problems of Translating Communicative Needs into Course Design and Implementation. Report of the regional seminar on language for specific Purposes: problems and prospects. RELC, 19-21 April, Singapore.

Wilson, Joe B. (1994). Applying Successful Training Techniques. USA: Richard Chang.

 

**************************************************