|
| ความคิดเห็นที่ 12 |
| สำหรับผมแล้ว
มหาลัยไทย
จะในจะนอกระบบมันก็ยังเป็นห้างสรรพสินค้าขายใบปริญญาเหมือนกันหมดทุกที่
ผมไม่เห็นที่ไหนสนใจคนจนๆ แถวบ้านเราบ้างเลย คห.7 ผมสนับสนุนคุณนะ มันเป็นอย่างนี้แหล่ะ คนไทย ข้าราชการไทย กลัวการเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด คนลาว |
| ความคิดเห็นที่ 11 |
| ผมในฐานะอาจารย์ผู้สอนในสถาบันราชภัฏมา
24 ปีการศึกษา
เห็นด้วยกับแนวคิดของคณะทำงาน(ปอมท)
ระบบอะไรถ้ามันดี ก็จะมีผู้ออกมาขานรับ ในขณะเดียวกันก็ย่อมจะมีผู้ไม่เห็นด้วยบ้างในขณะนี้ แต่น่าจะให้ ทดลองเป็นรายกรณีดังที่ ม.มหิดลทำอยู่ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่จะไม่เห็นด้วยเป็นเด็ดขาดที่รัฐบาลจะ มาใช้อำนาจเบ็ตเสร็จทางด้านนิติบัญญัติ มาจัดการ ก็สมควรที่จะต้องโดนกระแสสังคมต่อต้าน และขอบอกว่า ผมจะเป็นหนึ่งในห้าหมื่นชื่อที่ ปอมท ต้องการ วิโรขน์ เอี่ยมสุข wirot@music.com |
| ความคิดเห็นที่ 10 |
| ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่จบมาจากมหาลัยของรัฐ
ซึ่งจำได้ว่าตอนที่เข้าเรียนปีแรกก็โดนเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่ม จากค่าหน่วยกิตอีกสามพันกว่าบาท ซึ่งภายหลังถึงมารู้ว่าเป็นรุ่นแรกที่โดนเก็บ พวกรุ่นพี่ๆเสียแต่ค่าหน่วยกิต แต่ก็ต้องทำใจรับสภาพไป และรุ่นต่อๆมาก็มีการเก็บมาตลอดและดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี ก็ได้แต่ห่วงว่าต่อไป ถ้าออกนอกระบบกันหมดแล้วค่าเทอมจุพุ่งขึ้นเป็นเท่าไหร่ เพราะดูจากการที่มาทำงานบริษัทเอกชน ซึ่งพวกเขา จะต้องตั้งเป้าผลกำไรทุกปีและเพิ่มขึ้นๆตลอด ไม่รู้ว่าถ้ามหาลัยเป็นแบบเอกชนนี้จะเป็นยังไง นี่ยังไม่รวมถึงคุณภาพ ของการศึกษา เพราะหลักการทำธุรกิจ คือการลดต้นทุนให้มากที่สุด แต่ต้องเพิ่มผลกำไรให้ได้มากที่สุด ศิษย์เก่า |
| ความคิดเห็นที่ 9 |
| มหาวิทยาลัยยังเป็นหัวใจสำหรับคนไทยตลอดไป
ถึงแม้จะเรียกว่าเรียนแบบตะวันตกก็ตาม
แต่ถ้าลอกเรียนแบบ
และประยุกต์ให้เหมาะกับคนไทยส่วนมาก หรือประเทศไทยได้รับประโยชน์ก็ถือว่าดีเลิศ และลองพิจารณา ตัวอย่างต่อไปนี้คือนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และจบมาแล้วไม่ได้ทำงานตามสาขาที่เรียน ทำให้จำนวน และคุณภาพไม่เพียงพอกับความต้องการฯ ถามว่านี้คือปัญหาใหญ่หรือไม่ เพราะจำนวนนักศึกษาที่ไม่ทำงานตาม วิชาชีพที่เรียน ก็น่าจะทำให้นโยบายฯผิดพลาด โดยเฉพาะสาขาที่สำคัญๆ และถ้าหลักการให้มหาวิทยาลัย ออกนอกระบบ และเกี่ยวข้องกับโอกาสทางการศึกษาของคนชั้นกลาง และคนจน ถามว่าจะทำเพื่อคนรวย เท่านั้นหรือ คงไม่ต้องอธิบายถึงคนรวยเพราะมีทางเลือกมากอยู่แล้ว แต่ระบบที่ไม่กระจายแบบสมดุลย์แล้ว มหาวิทยาลัยก็คงเป็นได้แค่ อาคารสถานทีทีคนเก่งเดินผ่าน ผมยังไม่อธิบายถึงจรรยาบรรณของอาชีพด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นสถานทีทีคนเก่งเดินผ่านและสร้างรอยสกปรกไว้เป็นตัวอย่างคนรุ่นต่อไป ก็เท่านั้นเอง นาย |
| ความคิดเห็นที่ 8 |
| เรื่องออกนอกระบบนี่
ต้องโทษรัฐบาลที่ไม่ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะเอายังไง
ที่มามันเป็นยังไง
ส่วนตัวคิดว่า รัฐต้องการจำกัดรายจ่าย เลยอยากให้มหาลัยหาเงินใช้เอง ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่บอกว่าจะทำให้มีการพัฒนามากขึ้น มีการแข่งขันมากขึ้น ถ้าออกนอกระบบ คิดว่าฟังไม่ขึ้น เพราะจริงแล้วปัจจุบันมหาลัยก็สามารถทำอะไรหลาย อย่างได้ โดยไม่จำเป็นรอคำว่าออกนอกระบบ ขึ้นกับว่าผู้บริหารจะเอาจริงแค่ไหน สามารถประเมินการสอน หรือบัญญัติโทษผู้ที่ทำงานไม่ดีพอได้ ออกนอกระบบเป็นได้สอง แบบ ตามหลักการจ่ายตังค์ของรัฐ หนึ่งคือ รัฐไม่จ่ายงบให้ มหาลัยต้องหาเงินเอง ก็คือเอกชนดีๆนี่เอง อันที่สอง รัฐยังสนับสนุนตังค์อยู่ ในรายละเอืยดก็ว่ากันไป ส่วนเรื่องการบริหารคน ไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่นะ เพราะจริงแล้ว ถึงแม้อยู่ในราชการ ถ้าหมาลัยเอาจจริงเอาจัง ระเบียบที่มีก็น่าจะเพียงพอที่จะจัดการกับคนไม่ดีได้ ตัวอย่างก็ท่านปุไง ไม่เห็นต้องรอมหาดไทยออกนอกระบบ เลยแค่บังคับใช้ระเบียบที่มีให้จริงจัง ส่วนตัวมีความรู้สึกว่า เราเป็นกระต่ายตื่นตูมรึเปล่า เรื่องออกนอกระบบ น่าจะเริ่มต้นมาจากต่างประเทศสักที่ แล้วเราก็ตามก้นเขา จริงๆ แล้ว aware เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องตามเขานิ ก็ดูก่อนว่าเหมาะกับเราไหม คุณคนที่ 7 ไม่ทราบว่าสอนอยู่หมาลัยไหน ทำไมมันต่างกับที่ผมรู้จัง อย่าว่าแต่นักศึกษาเลย อาจารย์ที่สอน ก็มีเงินเดือนกินประทังชีวิตเป็นเดือนๆไปเอง แต่เค้าก็มีความสุขดีนะ สุขที่ได้สร้างโอกาสให้กับคนที่ด้อยโอกาส การศึกษาที่ล้มเหลวสิ่งสำคัญคือมีคนที่มีความคิดแบบคนที่ 7 ซึ่งจะพลอยให่สังคมมีปัญหาด้วย ที่พึ่ง |
| ความคิดเห็นที่ 7 |
| เคยสอนมาหลายปีทั้งในและเมืองนอก มหาวิทยาลัยไม่กล้าออกมาเลี้ยงตนเอง เพราะกลัวเป็นนกตกรัง ถูกเลี้ยงมานานนม คนสอนที่ดีมีน้อย วันๆหนึ่งคิดแต่จะโค่นกัน หรือวิ่งหางานพิเศษสอน มหาวิทยาลัยคุยว่าเป็นกลุ่มมีมันสมอง คราวนี้มีโอกาศแล้ว หัวหดไปทำไม อย่าห่วงคนจนเลย เพราะคนจนตอนนี้สอบเข้าไม่ได้อยู่แล้ว สายฝน |
| ความคิดเห็นที่ 6 |
| ถึงเวลาโตเสียที ทดลองออกไปยืนด้วยตัวเองสักพักหนึ่ง ถ้าไม่ดีค่อยแก้ไข เป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ว่า วิชาที่สอน นักศึกษา มันใช้ได้จริง ทั้งผู้สอนและคนรับ ถ้าผู้สอนเอาตัวเองรอดได้ ถือว่าได้ใช้วิชาชีพที่สอนทำให้เห็นแล้ว เป็นการยืนยันว่า สิ่งที่สอนนั้น เป็นสิ่งถูกต้อง ถ้าไม่รอดก็ต้องพัฒนา จะได้รู้กันว่า สิ่งสอนนั้นถึงเวลาต้องปรับปรุงใหม่ เพราะเมื่อเอามาใช้จริงแล้วไม่ได้ผล ในมหาวิทยาลัยมีตั้งหลายคณะ แต่ละคณะก็ต้องมีดีไปคนละอย่าง ถ้าเอาออกมาใช้ไม่ได้ ถือว่า ล้มเหลว ขณะได้ทราบว่าที่ จุฬาฯ มีการตั้งบริษัทฯจำลองให้นักศึกษา เข้าไปบริหารในระหว่างศึกษา เห็นนักศึกษาบอกว่า ได้กำไรปีละ เป็นล้านบาททีเดียว นี่สิ ผมชอบ เรียนไปแล้วใช้ได้ หมดยุคที่จะอวดกันเรียนจนมีปริญญา แต่ไม่มีปัญญาจริง พิสูจน์ให้ได้นะครับ ว่า อาจารย์ทำได้ อย่างน้อยก็มี โครงสร้างที่ใหญ่โตแล้ว ไม่ต้องสร้างอะไร เพียงแค่บริหารให้เป็น ใครไม่เป็นก็ต้องออกไป อย่าเสียใจ ...........ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้น..... เริ่มต้นได้ก็ดีใจ.........เริ่มต้นเสียก็โกรธ......... งานนี้วัดความสามารถ..วัดความภาคภูมิใจ.. ผมเชื่อว่า ออกนอกระบบแล้ว ก็ไม่เสียหาย เพราะ ผมเคยทำงานที่สภามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และแห่งนั้นผมมั่นใจในผู้บริหาร ซึ่งปรกติ ก็ต้องมีการเลือกตั้งกันอยู่แล้ว ขอให้อาจารย์แต่ละท่านจงโชคดีนะครับ และโชว์ผลงานของท่านที่มีอยู่ให้เห็น ซึ่งมันเป็นความภูมิใจทั้งตัวท่านเอง,ครอบครัวท่าน,นักศึกษา อีกทั้งยังเป็น ประวัติศาสตร์ ที่ดีของคนที่ทำได้ ไม่ใช่มาคุยกันเพียงว่า นักศึกษาของผมเค้าประสบความสำเร็จ เพราะเค้าจบจากม.แห่งนั้น ไม่สมเหตุสมผล คนที่ล้มเหลวที่จบจากที่นี่ก็มี สวัสดีครับ............ยินดีตอบคำถามทุกท่านครับ ปัจจุบันผมเป็นผู้บริหารเอกชน ผมไม่เป็นกรดและไม่เป็นด่าง...แปลว่า เป็นกลาง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่อยากเห็นความล้มเหลวแล้วมานั่งโทษ ...กระดาษ vpongkorpsakol@yahoo.co.uk |
| ความคิดเห็นที่ 5 |
| ผมออกจะเห็นด้วยที่ออกนอกระบบ
จากเท่าที่อ่านเรื่อง
อะไรคือ
มหาวิทยาลัยนอกระบบ
แล้วเข้าใจว่า
คำว่า ออกนอกระบบคือ นอกระบบบริหาร ไม่เกี่ยวกับคำว่ามหาวิทยาลับของ รัฐบาลหรือเอกชน จากเท่าที่อ่าน ต่อไปได้ใจความว่า "รัฐยังมีอำนาจในการตรวจสอบบัญชีการใช้จ่ายของมหาวิทยาลัย การตรวจบัญชีนั้นนอกจากจะตรวจสอบว่า การใช้จ่ายเป็นไปตรงตามระเบียบที่มหาวิทยาลัยกำหนดในเรื่องนั้น ๆ หรือไม่ หากไม่เป็นไปตามระเบียบผู้บริหาร ก็จะต้องรับผิดชอบ" ผมเลยรู้สึกว่า ถ้าออกนอกระบบแล้ว จะส่งผลต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัยมากขึ้น ถึงแม้มหาวิทยาลัยนอกระบบยัง สามารถที่จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล "1. มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแต่ไม่ใช่ส่วนราชการ", "2. โดยเหตุที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ รัฐจึงยังคงสนับสนุนในด้านการเงินโดยจัดสรรงบประมาณให้เป็นเงิน อุดหนุนทั่วไป ซึ่งหมายความว่ามหาวิทยาลัยมีสิทธิที่จะใช้จ่ายเงินได้ตามระเบียบวิธีที่มหาวิทยาลัยกำหนด แทนที่จะเป็นระเบียบที่หน่วยราชการ เช่น กระทรวงการคลังกำหนด " ต้องหาเงินมาบริหารมหาวิทยาลัยมากขึ้น ถ้าผู้บริหารไม่สามารถหาเงินมาช่วยตรงนี้ได้ ก้อต้องพลักภาระไปให้ กับนักเรียน หรืออาจารย์ แต่ถ้าพูดถึงวิชาการแล้ว ผมรู้สึกว่า การออกนอกระบบจะทำไปเพื่อเน้นการแข่งขันทางวิชาการ ซึ่งอันนี้ผมว่า ตัวนักเรียนจะได้ประโยชน์มากขึ้น อาจารย์ก็จะมีการแข่งขันมากขึ้น ผลตอบแทนของการเป็นอาจารย์ก้อจากมากขึ้น โดยรวมแล้ว ผมเห็นด้วยที่จะออกนอกระบบครับ trojan |
| ความคิดเห็นที่ 4 |
| ผมกำลังศึกษาที่
ม.วลัยลักษณ์วึ่งเป็นม.นอกระบบแห่งหนึ่ง
อยากบอกว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ทุกคนคิด
มีอะไรหลายๆอย่างที่ผมคิดว่าดี่กว่า เช่นรูปแบบการบริหาร, การทำงาน พนักงานจะทำงานคุ้มกับเงินนเดือนมาก ไม่มีแบบเช้าชามเย็นชาม ค่าใช้จ่ายในการเรียนอาจสูงหน่อยแต่ผมว่าคุ้มนะ / www.wu.ac.th |
| ความคิดเห็นที่ 3 |
| ผมไม่เห็นว่าการออกนอกระบบ
จะทำให้อะไรดีขึ้นมา
เมื่อในมหาวิทยาลัยก็ยังไม่สามารถทำอะไรให้กับสังคม ได้ดีมากขึ้น และการยอมรับจากสังคม รวมถึงแหล่งเงินทุนก็ไม่มี ต่างประเทศ มหา ลัยได้รับการยอมรับ ได้รับการลงทุนวิจัยจากภาคเอกชน เงินเดือนบวกกับงบวิจัยสูง แต่เมืองไทยกับตรงกันข้าม คนจบปริญญาเอก สอนหนังสือ ได้เงินเดือน แค่ 10,600 บาท แล้วจะให้ทำอะไรกิน ในเมื่อลูกศิษย์ จบมาเงินเดือนสูงกว่า อาจารย์ ผมอยากให้ เงินเดือน ในมหาวิทยาลัยเป็นบัญชีพิเศษ แบบ ทหาร ตำรวจ อัยการ และ ผู้พิกพากษา แล้วผมเชื่อ ว่าทุกคนจะทุ่มเทในการทำงานได้ดีขึ้น ไม่ต้องออกนอกระบบหรอกครับ dnp |
| ความคิดเห็นที่ 2 |
| ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับที่จะออกนอกระบบขนาดบัจุบันนี้ยังไม่ออกนอกระบบมหาวิทยาลัยต่างๆยังแข่งขันกัน อย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะล่อให้แมงเม่าบินเข้ากองไฟ ทำไมผมถึงใช้คำว่าแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านๆได้รับรู้ว่านี่เป็นเหตุการที่เกิดขึ้นแล้วใน วงการการศึกษาบ้านเรา เมื่อประสิบปีที่ผ่านมาได้มีมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งได้เปิดขึ้นที่ชานเมืองแห่งหนึ่ง แถวท้องทุ่งหนองจอก เมื่อมหาลัยแห่งนี้เริ่มเปิดใหม่ๆในช่วงสี่ปีแรกมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ตกลงกับทบวง มหาวิทยาลัยว่าในช่วงแรกนี้ ทางมหาวิทยาลัยจะไม่ขอขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัยและเมื่อมหาลัยแห่งนี้เปิดได้หนึ่งภาคการศึกษาทางมหาลัย แห่งนี้ได้มีนโยบายก่อกองไฟโดยนโยบายมีอยู่ว่าให้นักศึกษาเรียนได้เรื่อยๆโดยไม่จำกัดระยะเวลาในการเรียน โดยไม่มีรีทาย และเมื่อนักศึกษาตกวิชาไหนก็สามารถลงเรียนใหม่ได้โดยวิชาที่ตกจะไม่นำมาคิดเป็นหน่วยกิต สะสมจะเห็นได้ว่านโยบายแบบนี้จะต้องเรียกว่า "แมงเม่าบินเข้ากองไฟ" และหลังจากนั้นมหาลัยแห่งนี้เติบโตได้อย่างรวดเร็วมากก็เพราะนโยบายล่อแมงเม่านั้นเองต่อมาเมื่อนักศึกษา เพิ่มมากขึ้นจนอาคารสถานที่ไม่เพียงพอ ทางมหาลัยได้ก่อกองไฟขนาดมหึมาขึ้นมาโดยประกาศออกไปว่าทาง มหาลัยจะมีดาวเทียมเป็นของตัวเองเพื่อ ใช้ในการเรียนการสอนและก็เป็นวังวนเดิมแมงเม่าก็หลงบินเข้ากองไฟรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนนักศึกมีมากมายจนไม่มี บุคลากรเพียงพอที่จะสอนทางมหาลัยหาทางลดจำนวนนักศึกษา เขาลดอย่างไรรู้ไหมครับ ทางมหาลัยก็จำกัด เวลาเรียนขึ้นมาสิครับแล้วให้มีผลย้อนหลังซะด้วย มันเจ็บปวดจริงๆ โดยอ้างว่าขณะนี้เราเขาสู่ระบบทบวง มหาวิทยาลัยแล้วโดยไม่ประกาศหรือแจ้งให้นักศึกษาทราบล่วงหน้า เมื่อถามว่าทำไมไม่ประกาศให้รู้ก่อน ก็ได้รับคำตอบว่าได้ประล่วงหน้าแล้ว เมื่อถามนักศึกษาว่าเคยเห็นประกาศไม่ได้รับคำเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยเห็นและได้รับรู้มาก่อน เมื่อนักศึกษาขอดูประกาศย้อนหลังก็ไม่มีให้ดู ดังนั้นนักศึกษาก็ต้องรับกรรม จากกลอุบายของความเห็นแก่ได้ของธุรกิจการศึกษา กลอุบายของมหาลัยแห่งนี้ยังมีอีกมากมายถ้าจะให้ดี ต้องเล่าด้วยปากเปล่าจะ คม ชัด ลึก กว่า... เม่าน้อยหลงกล |