ความพยายามนำมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ
มีมาตั้งแต่ประมาณปี
พ.ศ. 2507
โดยในระยะนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลมหาวิทยาลัย
ได้แก่
สภาการศึกษาแห่งชาติ
และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เห็นด้วยกับผู้บริหารและอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งถึงความจำเป็น
- ที่ต้องนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ
จึงได้จัดสัมมนาขึ้นหลายหนที่
สวางคนิวาส
จนสามารถเสนอหลักการต่อนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
คือจอมพลถนอม
กิตติขจร
แต่นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย
- อย่างไรก็ตามก็เป็นผลทำให้มีการจัดตั้งทบวงมหาวิทยาลัยขึ้นดูแลมหาวิทยาลัยแทนสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยเข้าใจว่า
ถ้ามีทบวงมหาวิทยาลัยขึ้นแล้วจะเข้าใจสภามหาวิทยาลัยได้ดีกว่าหน่วยงานที่ต้องดูแลกระทรวง
ทบวง
กรมอื่น ๆ
ด้วย
แต่อย่างไรก็ตามแม้มหาวิทยาลัยจะมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทบวงมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม
มหาวิทยาลัยก็ยังอยู่ในระบบราชการและอยู่ภายใต้กฎหมายระเบียบต่าง
ๆ
ของหน่วยราชการอยู่เช่นเดิม
ทำให้ขาดความคล่องตัวในการดำเนินงาน
จึงได้มีความพยายามต่อไปที่จะนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการให้ได้
- ประกอบกับได้มีมหาวิทยาลัยใหม่
ๆ 2
มหาวิทยาลัยซึ่งได้จัดตั้งขึ้นในลักษณะมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลคือ
มหาวิทยาลัยสุรนารี
(ตั้งขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อ
พ.ศ. 2533)
และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
(ตั้งขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อ
พ.ศ. 2534)
- มหาวิทยาลัยทั้ง
2
แห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาลแต่ไม่เป็นหน่วยงานราชการเหมือนมหาวิทยาลัยของรัฐ
- ที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านี้
มหาวิทยาลัย
2
แห่งนี้มีความคล่องตัวในการบริหารมาก
จนมหาวิทยาลัยอื่น
ๆ
ต้องการที่จะได้รับความคล่องตัวในการบริหารเช่นนั้น
จึงได้พยายามที่จะแก้ไขกฎหมายให้สามารถออกนอกระบบเช่นกัน
- หลักการสำคัญของมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการหรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลมีดังนี้
- 1.
มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแต่ไม่ใช่ส่วนราชการ
- ถือได้ว่าเป็นการจัดตั้งหน่วยงานที่มีฐานะใหม่ซึ่งไม่ใช่รัฐวิสาหกิจและเป็นการกำหนดความเกี่ยวพันระหว่างรัฐกับมหาวิทยาลัยเสียใหม่
โดยแม้รัฐยอมสนับสนุนด้านการเงินแก่มหาวิทยาลัยแต่ก็ยอมให้มหาวิทยาลัยมีอิสระในการบริหารด้วย
- 2.
โดยเหตุที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ
รัฐจึงยังคงสนับสนุนในด้านการเงินโดยจัดสรรงบประมาณให้เป็นเงินอุดหนุนทั่วไป
ซึ่งหมายความว่ามหาวิทยาลัยมีสิทธิที่จะใช้จ่ายเงินได้ตามระเบียบวิธีที่มหาวิทยาลัยกำหนด
แทนที่จะเป็นระเบียบที่หน่วยราชการ
เช่น
กระทรวงการคลังกำหนด
- 3.
โดยเหตุที่เงินจัดสรรให้มหาวิทยาลัยเป็นเงินของรัฐ
รัฐจึงมีอำนาจที่จะตรวจสอบการใช้จ่ายเงินโดยกำหนดให้มหาวิทยาลัยมีหน้าที่จัดทำบัญชีที่เหมาะสม
และสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจที่จะตรวจบัญชีการใช้จ่ายของมหาวิทยาลัย
- 4.
มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการออกระเบียบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
ซึ่งรวมถึงการสรรหาเงื่อนไขในการรับและจ้างการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
(มหาวิทยาลัยเป็นผู้พิจารณาการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ
เช่น
ศาสตราจารย์เอง)
การให้ออก
วินัย
ตลอดจนค่าตอบแทน
ต่าง ๆ
ซึ่งรวมทั้งเงินเดือน
สวัสดิการ
และการจ่ายบำเหน็จเมื่อออกจากงาน
- 5.
ในการกำหนดอัตราเงินเดือนให้กับอาจารย์
และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยซึ่งไม่ได้เป็นข้าราชการนั้น
เป็นที่ยอมรับในหลักการว่ามหาวิทยาลัยจะกำหนดอัตราให้เหมาะสม
และเป็นอัตราที่จะแข่งขันกับเอกชนได้ในตลาดแรงงาน
หลักการนี้เป็นที่ยอมรับโดยสำนักงบประมาณ
และมหาวิทยาลัยมีอำนาจที่จะกำหนดอัตราเงินเดือนได้เองจากงบประมาณที่ได้รับเพราะเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป
- 6.
มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดระเบียบอื่นเกี่ยวกับการเงิน
และการพัสดุ
โดยไม่ต้องยึด
ระเบียบกระทรวงการคลังเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจของมหาวิทยาลัย
ตลอดจนมีสิทธิกู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงินตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
- 7.
ในด้านวิชาการมหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเอง
ตลอดจนเป็นผู้จัดตั้งหรือยกเลิกหน่วยงานต่าง
ๆ เช่น คณะ/สถาบัน
ได้เองโดยไม่ต้องขออนุมัติหน่วยราชการอื่นๆเช่นที่มหาวิทยาลัยในระบบราชการปฏิบัติอยู่
- อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ
รัฐบาลยังมีอำนาจในการควบคุมการดำเนินการได้โดยวิธีดังต่อไปนี้
- 1.
การจัดสรรงบประมาณ
ถึงแม้รัฐบาลจะจัดสรรให้เป็นเงินอุดหนุนทั่วไป
- ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถใช้จ่ายได้ตามระเบียบมหาวิทยาลัย
แต่ในขั้นพิจารณางบประมาณนั้น
มหาวิทยาลัยจะต้องเสนอโครงการ
และรายละเอียดของการใช้จ่ายต่อสำนักงบประมาณเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยราชการอื่น
ๆ
มหาวิทยาลัยจะต้องชี้แจงและสำนักงบประมาณเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินอุดหนุนให้
โดยทั่วไปมหาวิทยาลัยควรจะต้องใช้จ่ายตามที่ชี้แจงไว้กับสำนักงบประมาณ
แต่มหาวิทยาลัยมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ถือว่ามหาวิทยาลัยอาจจะนำเงินไปใช้ในโครงการที่สำนักงบประมาณไม่ได้อนุมัติไว้
หรือ
ไม่เห็นด้วยแต่สำนักงบประมาณอาจโต้ตอบโดยการตัดงบประมาณเงินอุดหนุนในปีต่อไปได้
เว้นแต่มหาวิทยาลัยจะมีเงินรายได้ของตนเองและนำเงินนั้นมาใช้จ่ายในโครงการที่อาจจะมีความเห็นขัดกันกับสำนักงบประมาณ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารัฐยังมีมาตรการควบคุมด้านงบประมาณอยู่
ความเป็นอิสระจึงอยู่ที่การใช้งบประมาณมากกว่าการได้มาซึ่งงบประมาณดังกล่าว
- 2.
รัฐยังมีอำนาจในการตรวจสอบบัญชีการใช้จ่ายของมหาวิทยาลัย
การตรวจบัญชีนั้นนอกจากจะตรวจสอบว่าการใช้จ่ายเป็นไปตรงตามระเบียบที่มหาวิทยาลัยกำหนดในเรื่องนั้น
ๆ หรือไม่
หากไม่เป็นไปตามระเบียบผู้บริหารก็จะต้องรับผิดชอบ
นอกจากนั้น
ส.ต.ง.ยังมีสิทธิเสนอแนะกับรัฐบาล
หรือสภามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการใช้จ่าย
การพัสดุ
และการบริหารอื่น
ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการเงินด้วย
- 3.
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กำหนดให้รัฐบาลมีสิทธิที่จะตั้งตัวแทนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยจำนวน
3 คน
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจพิจารณากำหนดนโยบาย
และควบคุมดูแลการบริหารมหาวิทยาลัยของอธิการบดี
แต่ในกรณีของ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีพระราชบัญญัติมิได้กำหนดไว้
- 4.
ในกรณีที่พระราชบัญญัติกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ดี
- หรือการแต่งตั้งพนักงานของมหาวิทยาลัย
เช่น
อธิการบดี
หรือ
ศาสตราจารย์ก็ดี
ซึ่งจะต้องมีการโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งมหาวิทยาลัยจะต้องเสนอเรื่องเหล่านี้ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเช่นเดียวกับ
กระทรวง
ทบวง กรม
อื่น ๆ
- 5.
รัฐบาลมีสิทธิยกเลิกเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยได้เสมอ
ดังนั้นอำนาจสูงสุดและสุดท้ายยังอยู่กับรัฐบาลตลอดไป
- มหาวิทยาลัยของรัฐต้องประสบปัญหาต่าง
ๆ
โดยเฉพาะความไม่คล่องตัวในการบริหารงาน
จนไม่สามารถปฏิบัติภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยได้ดี
- เช่นเดียวกับหน่วยราชการอื่น
ๆ
การแยกตัวออกจากระบบราชการทำให้มหาวิทยาลัย
ซึ่งถึงแม้จะได้รับเงินงบประมาณแผ่นดินแต่ก็ได้รับในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป
สามารถนำไปใช้จ่ายในกิจการของมหาวิทยาลัยได้อย่างคล่องตัวเพราะมหาวิทยาลัยสามารถออกระเบียบด้านต่าง
ๆ
ทางการเงินและการพัสดุได้เอง
นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยยังกำหนดเงินเดือนของพนักงานได้เอง
เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเอกชนในตลาดแรงงานได้
และกำหนดระบบบริหารงานของบุคคลอื่นได้เองด้วย
ส่วนในด้านวิชาการนั้น
มหาวิทยาลัยมีอำนาจตั้งหน่วยงานต่าง
ๆ
ตลอดจนกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนของตนเอง
- ข้อมูลจากหนังสือมหาวิทยาลัย
ฉบับ 23
ตุลาคม 2540
- **
ศาสตราจารย์
ดร.เกษม
สุวรรณกุล
นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อดีตอธิการบดี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-
|